Showing posts with label GDPR. Show all posts
Showing posts with label GDPR. Show all posts

Friday, May 1, 2020

Digital Forensics:GDPR

Digital Forensics:GDPR


กฎหมาย GDPR ฉบับรวบรัด


อะไร อย่างไร เกี่ยวกับ GDPR




“General Data Protection Regulation” หรือเรียกด้วยอักษรย่อว่า GDPR เป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา จึงอาจส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชน หรือ ภาคธุรกิจที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล หรือ การให้บริการออนไลน์แก่บุคคลที่อยู่ในสหภาพยุโรป ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจกฎหมาย GDPR จึงมีความจำเป็นเพื่อส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของภาคธุรกิจให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล และป้องกันผลกระทบจากกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นอีกด้วย
เนื่องจากการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมาย GDPR มีหลายขั้นตอน เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของกฎหมาย GDPR ได้ง่ายขึ้น ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจโดยเริ่มต้นจากสรุปย่อหลักสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data)
ข้อมูลส่วนบุคคลตามนิยามของ GDPR คือ ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รวมถึงข้อมูลที่นำมารวมกันแล้วสามารถใช้ระบุอัตลักษณ์ของบุคคลได้
ตัวอย่างข้อมูลส่วนบุคคล
  • ชื่อ-นามสกุล
  • ที่อยู่บ้าน
  • อีเมล เช่น name.surname@company.com
  • หมายเลขบัตรประจำตัว
  • ข้อมูลที่ตั้ง (Location Data) เช่น ข้อมูลที่ตั้งจากโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • IP Address
  • Cookie ID
  • หมายเลข ID เพื่อใช้ในการโฆษณาในโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • เวชระเบียนและข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งสามารถใช้ระบุอัตลักษณ์ของผู้ป่วยได้
  • พฤติกรรมการบริโภคสินค้า-บริการ
ตัวอย่างข้อมูลที่ไม่นับว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
  • หมายเลขจดทะเบียนบริษัท
  • อีเมล เช่น info@company.com
  • ข้อมูลนิรนาม
บทบาทของผู้เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล
GDPR ได้ให้คำจำกัดความและหน้าที่ของบทบาทของผู้เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลหลักไว้ 3 บทบาท ดังนี้
  1. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Controller) คือ กำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งโดยส่วนมากจะเป็นผู้ขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เช่น ผู้ให้บริการเว็บไซต์ต่าง ๆ
  2. ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Processor) คือ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์และวิธีการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลก็ได้ อนึ่ง “การประมวลผลข้อมูล” (Processing) ตามกฎหมาย GDPR นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การวิเคราะห์ หรือ จัดการข้อมูลแบบทั่วไปเท่านั้น แต่ให้รวมถึงการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลด้วย
  3. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject)
ขอบเขตการบังคับใช้โดยสังเขป
หลักเกณฑ์ที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลกระทำ “ที่ใด” และข้อมูลส่วนบุคคลเป็น “ของใคร” ซึ่งกฎหมาย GDPR ได้กำหนดให้ “การประมวลผลข้อมูล” ในลักษณะต่อไปนี้ต้องตกอยู่ภายใต้ขอบเขตการบังคับใช้ของกฎหมาย GDPR ดังนี้
  1. “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” มีสถานประกอบการอยู่ภายในสหภาพยุโรป
  2. “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” ไม่มีสถานประกอบการอยู่ภายในสหภาพยุโรป แต่การประมวลผลนั้นเกี่ยวข้องกับการเสนอสินค้าหรือบริการให้แก่บุคคลผู้พำนักในสหภาพยุโรป
  3. “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หรือ “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” ไม่มีสถานประกอบการอยู่ภายในสหภาพยุโรป แต่การประมวลผลนั้นเกี่ยวข้องกับการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป ทั้งนี้ หากมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนอกอาณาเขตของสหภาพยุโรป และประเทศนั้นมีผลผูกพันทางกฎหมายกับประเทศสหภาพยุโรป เช่น สนธิสัญญา จะตกอยู่ภายใต้ขอบเขตการบังคับใช้ของ GDPR เช่นเดียวกัน
หลักการขอ “ความยินยอม” (Consent)
เมื่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตกอยู่ภายใต้ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย GDPR ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักพื้นฐานในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ต้องประมวลผลข้อมูล “โดยชอบด้วยกฎหมาย” เป็นธรรม และโปร่งใสต่อเจ้าของข้อมูล ซึ่งการประมวลผลข้อมูลจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจาก “ความยินยอม” (Consent) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ตามกฎหมาย GDPR นั้น การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อ ต่อไปนี้
  1. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้ความยินยอมอย่างเสรี (Freely given) หมายถึง เจ้าของข้อมูลมีทางเลือกในการตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้ข้อมูลส่วนใดบ้าง และการไม่ให้ความยินยอมในส่วนนั้นต้องไม่ทำให้เกิดผลเสียแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
  2. มีวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงในการขอความยินยอม (Specific) หมายถึง การประมวลผลข้อมูลนต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่แจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น
  3. แจ้งการประมวลผลข้อมูลให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบ (Informed) หมายถึง เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลต้องทราบแล้วว่าจะมีการประมวลผลนั้น ๆ ก่อนให้ความยินยอม
  4. เจ้าของข้อมูลต้องแสดงความยินยอมอย่างไม่กำกวม (Unambiguous) หรือ เป็นการแสดงออกโดยชัดเจน ต้องปราศจากความลังเลสงสัยในการตีความว่าเป็นการกระทำของเจ้าของข้อมูลหรือไม่ เช่น การกดอัปโหลดภาพบัตรประจำตัวประชาชน การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
Privacy by Design
กฎหมาย GDPR กล่าวถึงหลักการ Privacy by Design คือ ฝ่ายผู้ควบคุมข้อมูลต้องคำนึงถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลตั้งแต่ขั้นออกแบบ คงไว้ตลอดกระบวนการที่ตามมา ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในบริบทของการพัฒนาระบบ ผลิตภัณฑ์ บริการ แผนธุรกิจ ฯลฯ โดยเรื่อง Privacy by Design นี้มีอยู่ในกระบวนการทางวิศวกรรมบางสาขาและปฏิบัติกันมานานพอสมควรแล้ว แต่ไม่เคยมีการบัญญัติไว้เป็นกฎหมายแน่ชัดมาก่อนจนกระทั่งกฎหมาย GDPR มีผลบังคับใช้
กฎหมาย GDPR ไม่ได้กล่าวถึงหน้าที่ผู้ประมวลผลข้อมูลในหลักการ Privacy by Design อย่างแน่ชัด แต่ระบุว่าผู้ควบคุมข้อมูลต้องเลือกผู้ประมวลผลข้อมูลที่ปฏิบัติตามมาตรการทางเทคนิคและทางการจัดการองค์กรที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล
นักพัฒนาจำนวนมากมักอ้างอิงถึงหลักการพื้นฐาน 7 ประการ ดังนี้
  1. กันไว้ดีกว่าแก้ (Proactive not reactive; preventative not remedial) ผู้ออกแบบต้องป้องกันมากกว่าแก้ไข คือ คาดคะเนถึงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์และสุ่มเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ แล้วดำเนินมาตรการการป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง เริ่มต้นจากการตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการปฏิบัติตามนโยบายความเป็นส่วนตัวที่เข้มข้น ยึดมั่นในการใช้มาตรการสูงสุดในการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว
  2. ตั้งเป็นค่าตั้งต้น (Privacy as the Default Setting) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปโดยอัตโนมัติและยังคงอยู่แม้ผู้ใช้ไม่ได้กระทำการใดเพิ่มเติม หากระบุการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลไว้ไม่ชัดเจน จะต้องใช้มาตรการคุ้มครองขั้นสูงสุดเป็นมาตรฐานตั้งต้น
  3. ฝังอยู่ในแม่แบบ (Privacy Embedded into Design) มาตรการความเป็นส่วนตัวจะต้องรวมอยู่ในแม่แบบและสถาปัตยกรรมอย่างกลมกลืน มิใช่เพียงอุปกรณ์เสริมในภายหลังเพื่อสอดคล้องกับกฎหมาย
  4. ยังคงเต็มประสิทธิภาพ (Full Functionality — Positive-Sum, not Zero-Sum) นอกจากความเป็นส่วนตัวที่ออกแบบจะเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายแล้ว จะต้องไม่ลดทอนประสิทธิภาพการทำงานของระบบ ผู้ใช้ไม่ต้องเลือกสิทธิประโยชน์ประการใดประการหนึ่ง อาทิ ระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความปลอดภัย ในขณะที่สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งสองได้
  5. จากต้นจรดปลาย (End-to-End Security — Lifecycle Protection) ความเป็นส่วนตัวต้องฝังตัวอยู่ในระบบ เริ่มใช้งานตั้งแต่ก่อนเก็บข้อมูล และมีผลต่อเนื่องตลอดอายุการเก็บรักษาข้อมูล เพื่อสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลทั้งหมดได้รับการคุ้มครองและถูกทำลายทิ้งเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน
  6. ประจักษ์และโปร่งใส (Visibility and Transparency — Keep it Open) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนจะต้องได้รับแจ้งถึงมาตรการทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ และอนุญาตให้ขอตรวจสอบได้ กรรมวิธีทั้งหมดต้องโปร่งใสทั้งต่อผู้ใช้และผู้ให้บริการ
  7. ผู้ใช้คือศูนย์กลาง (Respect for User Privacy — Keep it User-Centric) ผู้ออกแบบและผู้ให้บริการต้องให้ความสำคัญต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เป็นสำคัญ โดยมีมาตรการ เช่น แจ้งเตือนตามความเหมาะสม และจัดสรรตัวเลือกความเป็นส่วนตัว (Privacy Option) ที่ใช้งานง่าย

ที่มา:  https://bit.ly/2TvnVYj
#WindowsForensic #ComputerForensics #dfir #forensics #digitalforensics #computerforensic #investigation #cybercrime #fraud
หมายเหตุ:เนื้อหาในเว็บไซต์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและเพื่อการศึกษาเท่านั้น
* หากมีข้อมูลข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย  รบกวนแจ้ง Admin เพื่อแก้ไขต่อไป
ขอบคุณครับ

Saturday, February 22, 2020

Digital Forensics:องค์กรคุณพร้อมหรือยัง ? นับถอยหลังวันเริ่มใช้ PDPA พรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล

Digital Forensics:องค์กรคุณพร้อมหรือยัง ? นับถอยหลังวันเริ่มใช้ PDPA พรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล

บทลงโทษจาก PDPA ของไทย 

ถือว่ารุนแรงกว่า GDPR ของยุโรป คือ มีโทษจำคุกด้วยซึ่งกรรมการบริษัทคือผู้รับโทษนี้ ขณะที่ GDPR มีเฉพาะโทษทางเแพ่งอย่างเดียว 
  • โทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 1 ปี และ/หรือ ปรับสูงสุด 1 ล้านบาท 
  • โทษทางแพ่ง จ่ายสินไหมไม่เกิน 2 เท่าของสินไหมที่แท้จริง 
  • โทษทางปกครองปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท

5 Step roadmap

1 ) องค์กรคุณถูกบังคับใช้พรบ.นี้ด้วยหรือไม่ ?  ถ้าเข้าข่าย 3 แบบข้างล่าง ถือว่าใช่
  • หากองค์กรของคุณมีการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ในพรบ.นี้เรียกว่า Data Controller หรือ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล  ตัวอย่าง เช่น ร้านค้าที่เก็บรายชื่อลูกค้าเป็น Excel เก็บไว้, Kerry ส่งของ หรือ องค์กรใหญ่อย่าง AIS
  • หากองค์กรคุณเป็นหน่วยงานที่ผู้ควบคุมข้อมูลว่าจ้างให้ประมวลผลข้อมูลของลูกค้าหรือของบุคคลใดๆ ตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูล ในพรบ.นี้เรียกว่า Data Processor หรือ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล 
  • หากองค์กรของคุณอยู่นอกประเทศไทย แต่มีการเสนอขายสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศไทย มีการโอนถ่ายข้อมูล หรือ เฝ้าติดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย  เช่น Online Targeting Ads, การรับจองโรงแรมผ่านเวบไซต์ 
2 ) แล้วมีเก็บข้อมูลใดของผู้บริโภคอยู่บ้างที่เข้าข่าย ? 
ความหมายของข้อมูลส่วนบุคคลตามพรบ.นี้ คือ ข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม  ที่ถูกเก็บทั้งแบบ Online และ Offline ซึ่งหมายความกว้างมาก คีย์อยู่ที่การทำให้การระบุตัวตนได้ เช่น
ชื่อ นามสกุล
  • หมายเลขโทรศัพท์ 
  • ที่อยู่  
  • อีเมล
  • หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 
  • รูปถ่าย 
  • ประวัติการทำงาน 
  • อายุ ( หากเป็นเด็ก จะต้องระบุผู้ปกครองได้ และรับ consent จากผู้ปกครอง ) 
  • นอกจากนั้นก็ยังมี Personal Data Sensitive ข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนที่มีการควบคุมเข้มงวดขึ้นมาอีกขั้น
  • เชื้อชาติ
  • ชาติพันธุ์
  • ความคิดเห็นทางการเมือง ( ตย. เช่น social media monitoring tools ที่จับประเด็นการเมือง) 
  • ความเชื่อทางศาสนา หรือ ปรัชญา ( ตย.เช่น บันทึกการลาบวช ของพนักงาน )
  • พฤติกรรมทางเพศ
  • ประวัติอาชญากรรม
  • ข้อมูลด้านสุขภาพ ความพิการ 
  • ข้อมูลสหภาพแรงงาน 
  • ข้อมูลพันธุกรรม
  • ข้อมูลชีวภาพ 
  • ข้อมูลสุขภาพ ( ตย. เช่น ใบรับรองแพทย์ )
  • หรือ ข้อมูลอื่นใดที่กระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะประกาศกำหนด

ใจความของตัวพรบ. คือการให้สิทธิเหล่านี้แก่ของเจ้าของข้อมูล
  1. สิทธิที่จะได้รับแจ้ง 
  2. สิทธิในการแก้ไข
  3. สิทธิในการได้รับและโอนถ่ายข้อมูล
  4. สิทธิในการเข้าถึง
  5. สิทธิคัดค้าน
  6. สิทธิในการลบ (ถูกลืม)
  7. สิทธิในการจำกัด
  8. สิทธิในการเพิกถอนคำยินยอม
โดยพรบ.กำหนดระยะในการทำตามคำร้องขอให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
3 ) ซึ่งหมายถึงการที่องค์กรจะมีหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนี้
1. การเก็บข้อมูล ต้องเก็บข้อมูลจากเจ้าของข้อมูลเท่านั้น ห้ามเก็บจากแหล่งอื่น ต้องแจ้งสิทธิ รายละเอียด และวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูล ให้เจ้าของข้อมูลรับทราบเสมอ และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเสมอ 
เก็บเท่าที่จำเป็น ชอบด้วยกฎหมาย และต้องลบเมื่อพ้นระยยะเวลาที่จำเป็นหรือที่ได้แจ้งไว้ 
การขอความยินยอม (Consent) นั้น จะต้องให้เจ้าของข้อมูลสามารถ
  • ทำผ่านกระดาษ หรือ ระบบออนไลน์ก็ได้ 
  • อ่านง่าย เข้าใจง่าย
  • ไม่หลอกลวงให้เข้าใจผิด  
  • แยกชัดเจนจากเงื่อนไขอื่นๆ และไม่เอาเงื่อนไขอื่นมาผูกพันธ์
การถอนความยินยอม (Consent) นั้น จะต้องให้เจ้าของข้อมูลสามารถ
  • ทำเมื่อไหร่ก็ได้
  • ทำได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม 
  • แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงผลกระทบ
2. การใช้และเปิดเผยข้อมูล ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเสมอ และจะต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้เท่านั้น 
3. การเข้าถึงและแก้ไข ต้องมีช่องทางให้เจ้าของข้อมูลสามารถเข้าถึงข้อมูลของตัวเอง และแก้ไขได้ เช่น เวบ CRM หรือ Call Center 
4. การโอนข้อมูลไปต่างประเทศ ปลายทางจะต้องมีมาตรฐานการคุ้มครองที่เพียงพอ ( เช่น การนำข้อมูลขึ้น Cloud หรือ Server อยู่ที่ต่างประเทศ  )
5. มีมาตรการการรักษาความปลอดภัย ต้องจัดให้มีระบบป้องกันข้อมูลที่ได้มาตรฐาน และหากพบว่ามีการรั่วของข้อมูล จะต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลภายใน 72 ชม.จากที่ทราบเหตุ 
มีข้อยกเว้นที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ทำให้การเก็บข้อมูลไม่ต้องได้รับความยินยอม
  1. เพื่อจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุ วิจัย สถิติ  
  2. เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต 
  3. มีความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลกับเจ้าของข้อมูล  
  4. มีความจำเป็นเพื่อดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้ อำนาจรัฐที่ได้รับมอบหมายแก่ผู้คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  
  5. มีความจำเป็นในการดำเนินการเพื่อผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูล แต่ต้องไม่ ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูล  
  6. เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ถ้าองค์กรเราไม่มีเข้าข้อยกเว้นเลย ก็เริ่มงานได้แล้ว
4) เริ่มจากส่วนกลางก่อนเลย
กำหนดบทบาท
  • ผู้ควบคุมข้อมูล : บุคคล/นิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูล
  • ผู้ประมวลผล : มีบทบาท บุคคล/นิติบุคลซึ่งดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ หรือ เปิดเผยข้อมูลตามคำสั่ง หรือ ในนามของผู้ควบคุม (  ต้องเป็นคนละคนกับผู้ควบคุม )
  • หากมีการเก็บข้อมูลจำนวนมาก ต้องจัดตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ( DPO )คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ( legal, IT, Marketing, Sales, Data controller, Data processor, CRM )ยังไม่มีกำหนดว่าจะต้องมี Certificates เหมือนของ GDPR หรือไม่  แต่สามารถเป็นคนในบริษัทก็ได้ และเป็นตำแหน่งที่ทำพร้อมกับตำแหน่งอื่นได้ เห็นหลายที่ให้คนที่ทำ VP Compliance รับไป  หน้าที่หลักคือ ให้คำแนะนำ ตรวจสอบ ประสานงาน ให้บริษัททำหน้าที่ตามกฎหมายได้ 
5)  และขอบอกเลยว่า เกี่ยวทุกแผนกนะ แยกงานเป็นแต่ละแผนกมาให้คร่าวๆแล้ว 
ใครเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย ต้อง assess และ prioritize กันให้ดี
  • Legal and Compliance น่าจะต้องเกี่ยวข้องในหลายๆส่วน โดยเฉพาะการเขียนสัญญา, ข้อตกลง และนโยบายต่างๆ เพื่อที่จะรับรองความ
  • IT จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม ตามมาตรฐานขั้นต่ำที่คณะกรรมการกำหนด 
  • ป้องกันการเปิดเผยโดยปราศจากอำนาจ หรือ โดยมิชอบ และลบเมื่อถึงเวลา หรือ เกินความจำเป็น
  • เวบ /แอพ/ ระบบสมาชิก ก็ต้องปรับ Consent ให้ตรงตามที่พรบ.กำหนด  
  • Marketing : การตลาดคือผู้ใช้และเก็บข้อมูลมากที่สุด ยิ่งมีการตลาดแบบ Personalized Marketing ก็ยิ่งต้องทำประเมินความเสี่ยงและรีบแก้ไข
  • Sales :  หากมีการเก็บข้อมูลใดๆของทั้งลูกค้าและข้อมูลติดต่อของ Leads (ผู้ที่แสดงความสนใจ) ก็จำต้องปรับแก้ Consent 
  • Operation : หากมีการเก็บข้อมูลรูปบัตรประชาชนก่อนขึ้นอาคาร มีการติดตั้งกล้องถ่ายภาพถ่ายวีดีโอทั้งคนในและคนนอก เข้าข่ายหมดนะแต่อาจเข้าข้อยกเว้นได้ 
  • HR : ข้อมูลของพนักงาน รวมถึงใบสมัครและ CV จาก Candidates ก็นับ 
ตัวกฎหมายเองยังลงรายละเอียดไม่สุด และอีกภายใน 1 ปี จะต้องมีกฎหมายลูกที่ระบุแน่ชัดออกมารองรับ เคลียร์ความเทาในหลายๆกรณี แต่ไม่เป็นการเสียหายหากองค์กรจะเริ่มทำแบบ Best Practice ไว้ก่อน เพราะกฎมีแต่แนวโน้มว่าจะเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าอ่อนลง

ที่มา: บรรยายโดย อ.สุรชาติ พงศ์สุธนะ, คอลัมนิสต์จาก Enterprise ITPro และ ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบภายใน-ระบบสารสนเทศ (IT Audit) จาก TU Group

 PDPA & Cyber Security Law รวมถึงวิธีที่องค์กรต้องรับมือ



 
 

#WINDOWSFORENSIC #COMPUTERFORENSICS #DFIR #FORENSICS #DIGITALFORENSICS #COMPUTERFORENSIC #INVESTIGATION #CYBERCRIME #FRAUD


หมายเหตุ:เนื้อหาในเว็บไซต์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและเพื่อการศึกษาเท่านั้น
* หากมีข้อมูลข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย  รบกวนแจ้ง Admin เพื่อแก้ไขต่อไป
ขอบคุณครับ

Volatility Lab

Volatility Lab  Image Wanna.vmem P.73 windows.info #python3  vol.py   -f '/home/kali/Desktop/Wanna/Wanna-MEM.vmem' windows.info     ...