Thursday, March 31, 2016

DIGITAL FORENSICS: วิธีใช้หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์หาตัวผู้กระทำผิด

DIGITAL FORENSICS: วิธีใช้หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์หาตัวผู้กระทำผิดออนไลน์


โดย ilaw-freedom เมื่อ 27 มีนาคม 2016

การระบุตัวผู้กระทำผิดบนอินเทอร์เน็ต เพียงแค่หมายเลข IP Address ศาลฎีกาชี้ว่ายังไม่เพียงพอลงโทษจำเลยได้ ต้องอาศัยหลักฐานอีกหลายอย่างประกอบกัน แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อยที่จะทำให้ได้หลักฐานมา แต่หากเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจให้ถูกต้องตามขั้นตอน อำนาจตามกฎหมายปัจจุบันก็ยังเพียงพอให้ทำอะไรได้อีกมาก โดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่มาเพิ่มอำนาจ 
การกระทำความผิดบนโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวในยุคสมัยที่ข้อมูลปริมาณมหาศาลไหลเวียนกันบนโลกออนไลน์ ทำให้ตำรวจ, กระทรวงไอซีที และหน่วยงานความมั่นคง ฯลฯ ต้องแบกรับภาระช่วยกันหาตัวผู้กระทำความผิดเพื่อนำมาดำเนินคดีในชั้นศาล 
ในทางหนึ่งการระบุตัวตนผู้กระทำความผิดบนโลกออนไลน์อาจจะดูเป็นเรื่องยากเพราะตัวตนบนอินเทอร์เน็ตสามารถซ่อนเร้นหรือปลอมแปลงได้ง่าย เช่น การสร้างเฟซบุ๊กโดยใช้รูปและชื่อของคนอื่น หรือ การสมัครใช้อีเมล์ด้วยชื่อและประวัติปลอม แต่ในอีกทางหนึ่งการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตต้องส่งผ่านตัวกลาง และผู้ให้บริการมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานเอาไว้ ร่องรอยการกระทำความผิดทางเทคนิคจึงหาได้ไม่ยากจนเกินไป ซึ่งอาจจะง่ายกว่าการตามจับอาชญากรบนโลกจริงที่ทำเสร็จแล้ววิ่งหนีไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยซ้ำ
จากการสังเกตการณ์การดำเนินคดีเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2553 ไอลอว์พอจะสรุปลักษณะของพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้พิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำความผิดบนโลกออนไลน์ได้ ดังนี้

1. ภาพแสดงการกระทำความผิดที่เชื่อถือ

ผู้ที่อ้างว่าพบเห็นการกระทำความผิดบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชนทั่วไป อย่างน้อยต้องเก็บหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำที่พบเห็นเอาไว้ เช่น หากมีข้อความผิดกฎหมายบนเฟซบุ๊กก็ต้องมีภาพบนหน้าเฟซบุ๊กที่ปรากฏข้อความนั้นๆ ประกอบกับชื่อบัญชีที่โพสต์ข้อความ หากมีการส่งสแปมมาทางอีเมล์ก็ต้องมีอีเมล์นั้นๆ เก็บเอาไว้ เป็นต้น ซึ่งระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาลภาพเหล่านี้จะต้องพิมพ์ออกมาใส่กระดาษเพื่อยื่นต่อศาล ในทางปฏิบัติไม่ค่อยพบเห็นกรณีที่ศาลเปิดดูการกระทำความผิดจากเครื่องคอมพิวเตอร์
ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เก็บหลักฐานมักใช้วิธีการถ่ายภาพหน้าจอ หรือการกด Capture ภาพ หรือกดปุ่ม Print Screen แล้วบันทึกเป็นไฟล์ภาพเอาไว้ในเครื่อง และพิมพ์ออกมาเมื่อจะยื่นต่อศาล ซึ่งที่ผ่านมาศาลก็รับฟังพยานหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่การเก็บหลักฐานด้วยวิธีนี้ยังมีข้ออ่อนอยู่มาก เนื่องจากเมื่อบันทึกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นลักษณะไฟล์ภาพแล้ว ย่อมถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยโปรแกรมตัดต่อภาพทั่วไป หลักฐานที่ผ่านการบันทึกเป็นไฟล์ภาพอาจถูกฝ่ายตรงข้ามคัดค้านเรื่องความน่าเชื่อถือได้ 
เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเรื่องความน่าเชื่อถือของหลักฐาน ควรใช้วิธีสั่งพิมพ์จากหน้าเว็บบราวเซอร์โดยตรงและพิมพ์ทันทีที่พบเห็น วิธีนี้เว็บบราวเซอร์จะพิมพ์ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ออกมาพร้อมกับวันที่, จำนวนหน้าที่พิมพ์ และ ที่อยู่ของหน้าเว็บ (URL) ที่มีการกระทำความผิดปรากฎด้วย แม้หลักฐานที่เกิดจากการเก็บวิธีนี้จะยังสามารถถูกปลอมแปลงได้อยู่ แต่ก็ยังมีความน่าเชื่อถือกว่าการบันทึกเป็นไฟล์ภาพ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่คนที่สั่งพิมพ์ลงลายมือชื่อและวันที่กำกับไว้ ก็จะทำให้หลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น 

2. หมายเลข IP Address ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

หมายเลข IP Address เป็นหมายเลขที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Service Provider (ISP) จัดสรรให้กับผู้ใช้บริการ ลักษณะเป็นเลขหนึ่งชุด คั่นด้วยจุด เช่น 152.208.132.201 ทำหน้าที่คล้ายเป็น "เลขที่บ้าน" สำหรับการส่งข้อมูลติดต่อระหว่างกัน โดยทุกครั้งที่มีการส่งข้อมูลเข้าไปบนโลกออนไลน์หรือเปิดหน้าเว็บไซต์เพื่อรับข้อมูล หมายเลข IP Address จะทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดว่าข้อมูลต้องเดินทางจากที่ไหนไปยังที่ไหน
ในยุคหนึ่งเว็บไซต์หลายแห่งกำหนดให้การโพสต์ข้อความทุกครั้งต้องปรากฏหมายเลข IP Address ของผู้ใช้งานด้วย การหาตัวผู้กระทำความผิดจึงสามารถสืบสวนต่อจากหมายเลข IP Address ที่ปรากฏอยู่ได้เลย แม้ในยุคหลังๆ ผู้ให้บริการเว็บไซต์ไม่นิยมตั้งค่าให้หมายเลข IP Address ของผู้ใช้ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว แต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) มาตรา 26 ยังกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้บริการต้องจัดเก็บข้อมูลหมายเลข IP Address ของผู้ใช้เอาไว้อย่างน้อย 90 วัน ซึ่งเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีอำนาจตามมาตรา 18 ที่จะขอให้ผู้ให้บริการส่งข้อมูลหมายเลข IP Address ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมาให้ได้

3. ข้อมูลสถานที่กระทำความผิด เทียบกับหมายเลข IP Address 

เมื่อได้หมายเลข IP Address ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาแล้ว เจ้าพนักงานจะนำหมายเลข IP Address ไปตรวจสอบกับ ISP ว่า หมายเลข IP Address ใด ติดต่อ ส่งหรือรับข้อมูลกับหมายเลข IP Address ใด เมื่อวันที่และเวลาเท่าใด และ ISP ก็จะมีข้อมูลชื่อและที่อยู่ของลูกค้าจากการจดทะเบียนการขอใช้บริการอินเทอร์เน็ต
ISP จะสามารถบอกข้อมูลได้ว่า หมายเลข IP Address ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เป็นของผู้ที่จดทะเบียนด้วยชื่ออะไร มีที่อยู่ที่ใด และในระหว่างวันที่และเวลาที่มีการกระทำความผิดหมายเลข IP Address นี้ได้ติดต่อส่งข้อมูลไปยังเว็บไซต์ที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือไม่ 
แต่ข้อมูลที่ได้จากหมายเลข IP Address นั้น อาจจะไม่เพียงพอระบุถึงตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้ เพราะในทางเทคนิคที่หมายเลข IP Address อาจถูกปลอมแปลงได้ นอกจากนี้ผู้ที่ใช้ชื่อจดทะเบียนขอใช้บริการอินเทอร์เน็ต(เจ้าของIP Address) ก็อาจไม่ใช่ผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตกระทำความผิด เช่น ในบ้านหลังหนึ่ง คุณพ่อใช้ชื่อและที่อยู่ตัวเองจดทะเบียนขอใช้บริการอินเทอร์เน็ตกับ ISP แต่ในบ้านหลังนี้ก็มีคุณแม่ และลูกอีก 3 คน ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการรายเดียวกัน การใช้งานอินเทอร์เน็ตของสมาชิกในครอบครัวทุกคน จะถูกบันทึกโดย ISP ว่ามาจากหมายเลข IP Address หมายเลขเดียวกันโดยไม่แยกตามคนที่ใช้งานอยู่จริงๆ ข้อมูลจากหมายเลข IP Address เพียงอย่างเดียวอาจจะระบุถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้ แต่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างชัดเจน
เคยมีคดีที่นพวรรณ ตกเป็นจำเลยฐานโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ซึ่ง IP Address ถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการชี้ตัวผู้กระทำความผิด แม้หมายเลข IP Address ที่ใช้โพสต์ข้อความจะจดทะเบียนด้วยชื่อของนพวรรณ และระบุที่อยู่ที่บ้านของนพวรรณ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าที่อยู่บ้านของนพวรรณเป็นโรงงาน มีพนักงานหลายคน มีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง ซึ่งทุกคนสามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อโพสต์ข้อความได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ยกฟ้อง เพราะหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะระบุได้ชัดจนไม่มีข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความ

4. การตรวจสอบร่องรอยการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์

เมื่อเจ้าหน้าที่ทราบข้อมูลที่อยู่ของหมายเลข IP Address ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแล้ว สิ่งที่เจ้าหน้าที่มักจะทำ คือ การขอหมายค้น หมายยึดและตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์จากศาล และไปยังที่อยู่ที่ได้จดทะเบียนไว้ เพื่อค้น, ยึด และตรวจสอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หาร่องรอยการใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อกระทำความผิด
การตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ อาจทำเพื่อค้นหาร่องรอยเกี่ยวกับการกระทำความผิด อย่างน้อยสี่ลักษณะ
1) Cache file คือ ไฟล์ที่บราวเซอร์ทำสำเนาข้อมูลบางส่วนของหน้าเว็บไซต์ที่เปิดเข้าใช้งานมาเก็บไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติ เพื่อให้การเปิดเข้าใช้งานครั้งต่อไปโหลดหน้าเว็บไซต์ได้รวดเร็วขึ้น 
2) Cookie คือ ไฟล์เกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ที่เว็บไซต์นั้นๆ สั่งให้เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบจดจำผู้ใช้งานได้สำหรับการเข้าใช้งานครั้งต่อไป
3) History คือ ประวัติการเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่เว็บบราวเซอร์ส่วนใหญ่บันทึกเอาไว้โดยอัตโนมัติว่า ผู้ใช้งานเปิดเว็บไซต์หน้าใด เมื่อวันที่และเวลาใดบ้าง 
4) ไฟล์ที่ใช้กระทำความผิดโดยตรง เช่น หากความผิดเกี่ยวข้องกับการโพสต์ภาพลามกอนาจาร ก็ต้องตรวจสอบว่ามีภาพนั้นๆ อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกยึดมาหรือไม่
วิธีการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้มาตรฐาน คือ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจค้น Harddisk ต้นฉบับโดยตรงได้ แต่ต้องทำสำเนา Harddisk ต้นฉบับที่จะตรวจสอบออกมาสองชุดก่อน เมื่อทำสำเนาสองชุดแล้ว ตัว Harddisk ต้นฉบับต้องปิดผนึกและนำไปเก็บไว้ สำเนาชุดหนึ่งนำไปเก็บไว้ส่วนกลาง และสำเนาอีกชุดหนึ่งนำไปตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลลงไปใน Harddisk ต้นฉบับโดยมิชอบ ส่วนวิธีการตรวจนั้นเจ้าหน้าที่ของไทยจะใช้โปรแกรม encase ทำหน้าที่เข้าไปตรวจสอบหาข้อมูลทุกประเภทที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ แม้กระทั่งไฟล์ที่ถูกลบไปแล้วก็ยังมีโอกาสตรวจพบ
หากตรวจพบ Cache file, Cookies หรือ History ที่เกี่ยวข้องก็อาจแสดงได้ว่าผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ เคยเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ เป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ หากตรวจพบไฟล์ที่ใช้กระทำความผิดโดยตรง ก็พอจะแสดงได้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ เป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ เพราะอาจมีผู้อื่นมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นกระทำความผิดก็ได้

5. ตรวจหา DNA บนเครื่องคอมพิวเตอร์

เนื่องจากหลักฐานทั้งข้อมูลจากหมายเลข IP Address และร่องรอยการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะระบุตัวผู้กระทำความผิด เพราะยังไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ ในวันเวลากระทำความผิด การสืบสวนคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในช่วงปี 2557-2558 จึงมีการพัฒนาไปถึงการตรวจหาลายนิ้วมือ และ DNA ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย ว่าตรงกับของผู้ต้องสงสัยหรือไม่ และมีลายนิ้วมือหรือ DNA ของบุคคลอื่นปรากฏอยู่ด้วยหรือไม่ ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำพิพากษาวางแนวทางว่าศาลรับฟังและให้น้ำหนักกับลายนิ้วมือและ DNA มากเพียงใด
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ดูเหมือนว่าการหาหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อระบุตัวผู้กระทำความผิดในโลกออนไลน์จะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะในทางเทคนิคอาจมีวิธีการหลบเลี่ยงได้หลายรูปแบบ แต่หากเจ้าหน้าที่มีความรู้ความสามารถระดับหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ทั้งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปัจจุบันก็กำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการในการเก็บข้อมูล และให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลไว้ตามสมควรแล้ว หากเจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนด้วยอำนาจตามกฎหมายอย่างรวดเร็วก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะจับกุมผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้ 
ผู้ให้บริการในต่างแดนยังไม่ร่วมมือ รัฐไทยหาเครื่องมือใหม่ๆ มาเพิ่ม
การบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำบนโลกออนไลน์มีอุปสรรคอยู่บ้าง เพราะกฎหมายเป็นเครื่องมือที่ใช้กันภายในอาณาเขตของแต่ละประเทศเท่านั้น จึงมักมีกรณีที่ผู้ให้บริการเว็บไซต์หรือ ISP ที่อยู่ต่างประเทศปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลกับทางการไทยในการสืบสวนการกระทำตามข้อหาที่กฎหมายของประเทศตัวเองไม่ได้ระบุให้เป็นความผิด อย่างเช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความผิดที่มีในประเทศไทย แต่ไม่มีในประเทศที่ไม่มีพระมหากษัตริย์
ผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง กูเกิ้ล และเฟซบุ๊ก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา มักจะปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเมื่อทางการไทยขอทราบหมายเลข IP Address ของผู้ที่โพสต์เนื้อหาซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ เพราะผู้ให้บริการเหล่านี้ไม่มีหน้าที่ต้องเก็บข้อมูลหรือส่งมอบข้อมูล ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของไทย ทำให้คดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ อีกจำนวนมากที่มีการร้องเรียนเข้ามาคั่งค้างอยู่เพราะหาตัวผู้กระทำความผิดไม่ได้ 
นอกจากนี้หากเป็นกรณีที่เจ้าของเว็บไซต์เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อกระทำความผิดเอง เช่น เว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกลวงผู้ใช้ประเภท Phishing เว็บไซต์ลามกอนาจาร เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐติดต่อประสานงานขอหมายเลข IP Address ของผู้ที่นำเข้าข้อความไปยังเจ้าของเว็บไซต์ ก็อาจไม่ได้รับความร่วมมือ  
เพื่อแก้ไขความยากลำบากในการเข้าถึงหลักฐาน ทางการไทยจึงเสนอเครื่องมือที่จะเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ในการหาตัวผู้กระทำความผิดบนโลกออนไลน์ เช่น การเสนอร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ฯ ซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งผู้ให้บริการให้ทำอะไรก็ได้ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ดักรับข้อมูลการสื่อสารของประชาชนได้โดยไม่มีต้องขอหมายศาลก่อน หรือการเสนอระบบ Single Gateway เพื่อให้รัฐเป็นผู้ควบคุมเส้นทางของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตแต่เพียงรายเดียว เป็นต้น
กฎหมายปัจจุบันให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจมากอยู่แล้ว แต่อยู่ใต้การตรวจสอบโดยศาล
แม้ว่าเครื่องมือใหม่อย่าง Single Gateway หรือร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ฯ จะยังไม่มีผลบังคับใช้ และเจ้าหน้าที่ดูจะมีปัญหาในการเข้าถึงหลักฐานซึ่งระบุตัวตนผู้กระทำความผิดอยู่บ้าง แต่เจ้าหน้าที่ไทยก็มีช่องทางในการหาหลักฐานระบุตัวตนด้วยวิธีอื่น เช่น การส่งลิงก์ไปยังเป้าหมายที่ต้องสงสัย เมื่อบุคคลเป้าหมายคลิกลิงก์ที่ส่งไปก็จะได้รับหมายเลข IP Address ของผู้ใช้งานส่งกลับมา ซึ่งเคยเห็นการใช้วิธีนี้ในคดีหุ้นตกของคธา หรือวิธีการดั้งเดิม อย่างการปลอมตัวเข้าไปหลอกถามข้อมูล ซึ่งเคยเห็นการใช้วิธีนี้ในคดีของธารา หรือ คดีของ "จักราวุธ" เป็นต้น
ในทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐก็มีอำนาจตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 18(6) ในการตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งรวมถึงหมายเลข IP Address เพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องขอข้อมูลจากผู้ให้บริการ และยังมีอำนาจตามมาตรา 18(7) (8) ที่จะถอดรหัสลับหรือยึดระบบคอมพิวเตอร์ได้เท่าที่จำเป็น เพียงแต่จะต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 19 พร้อมทั้งต้องระบุเหตุอันควรเชื่อถึงการกระทำความผิด เหตุผลที่ต้องใช้อำนาจ รายละเอียดอุปกรณ์ที่จะใช้ตรวจสอบ รวมทั้งต้องรายงานผลการตรวจสอบต่อศาลภายใน 48 ชั่วโมง 
นอกจากนี้ หากคดีทางคอมพิวเตอร์คดีใดถูกประกาศให้อยู่ในอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ก็จะมีอำนาจตามมาตรา 25 ของพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่ส่งผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการดักรับเนื้อหาข้อความที่ส่งหากันทางอินเทอร์เน็ตคล้ายการดักฟังโทรศัพท์อีกด้วย โดยจะต้องขออนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาโดยตรง
จะเห็นได้ว่า กฎหมายปัจจุบันก็เขียนให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ไว้กว้างขวางเพียงพอสำหรับการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดได้แทบทุกรูปแบบอยู่แล้ว เพียงแต่ขั้นตอนตามกฎหมายต้องมีระบบตรวรจสอบถ่วงดุลโดยศาลที่รัดกุม เจ้าหน้าที่ที่จะใช้อำนาจเหล่านี้จึงมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นต้องเขียนคำร้องและเขียนรายงานชี้แจงต่อศาล จะใช้อำนาจเข้าถึงข้อมูลของประชาชนโดยไม่มีเหตุผลตามสมควรไม่ได้ และจะใช้อำนาจเกินกว่าที่จำเป็นเพื่อการหาตัวผู้กระทำความผิดในคดีนั้นๆ ไม่ได้
การสืบสวนหาหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อระบุตัวผู้กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งต้องอาศัยอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ และทันสมัยพอสำหรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 
แม้ในปัจจุบันหลายกรณีจะไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษแต่แทนที่จะใช้วิธีออกกฎหมายซึ่งเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเกินสมควรและอาจกระทบต่อเสรีภาพประชาชน เพื่อการเข้าถึงหลักฐานทางการไทยน่าจะลงทุนกับการพัฒนากำลังเจ้าหน้าที่ ทั้งในด้านปริมาณและศักยภาพ รวมทั้งการจัดซื้ออุปกรณ์ทางเทคนิคที่ทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งแนวทางนี้นอกจากจะให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการออกกฎหมายใหม่ๆ และยังมีความชอบธรรมกว่าเพราะไม่ต้องเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินสมควรด้วย

ที่มา: https://bit.ly/2LFMNNq

หมายเหตุ:เนื้อหาในเว็บไซต์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและเพื่อการศึกษาเท่านั้น
* หากมีข้อมูลข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย  รบกวนแจ้ง Admin เพื่อแก้ไขต่อไป
ขอบคุณครับ

#WindowsForensic #computerforensic #ComputerForensics #dfir #forensics #digitalforensics #investigation #cybercrime #fraud #พยานหลักฐานดิจิทัล

Thursday, February 4, 2016

DIGITAL FORENSICS:UEFI คืออะไร

DIGITAL FORENSICS:UEFI คืออะไร

UEFI (Unified Extensible Firmware Interface) คือส่วนติดต่อเฟิร์มแวร์มาตรฐานสำหรับพีซีที่ออกแบบมาเพื่อใช้แทน 
BIOS (Basic Input/Output Aystem) มาตรฐานนี้สร้างขึ้นโดยบริษัทด้านเทคโนโลยีกว่า 140 บริษัท
โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท UEFI รวมทั้ง Microsoft ด้วย เฟิร์มแวร์นี้ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อ
ปรับปรุงความสามารถในการทำงานร่วมกันของซอฟต์แวร์และเพื่อแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ของ BIOS 
ข้อได้เปรียบบางประการของเฟิร์มแวร์ UEFI ได้แก่


• ความปลอดภัยที่ดีขึ้นด้วยการช่วยปกป้องกระบวนการก่อนเริ่มต้นระบบ
หรือพรีบูตจากการโจมตีที่ bootkit
• เวลาเริ่มต้นระบบและการกลับมาดำเนินการต่อจากการไฮเบอร์เนตที่รวดเร็วขึ้น
• รองรับไดรฟ์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 2.2 เทราไบต์ (TB)
• รองรับโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์เฟิร์มแวร์แบบ 64 บิตรุ่นใหม่ที่ระบบสามารถใช้เพื่อ
จัดการหน่วยความจำขนาดสูงกว่า 17.2 พันล้านกิกะไบต์ (GB) ระหว่างเริ่มต้นระบบ
• มีความสามารถในการใช้ BIOS กับฮาร์ดแวร์ UEFI


หมายเหตุ

พีซีแบบ 64 บิตทุกรุ่นที่ใช้ Windows ซึ่งมีโลโก้จากโปรแกรมให้การรับรองของ Windows
จะใช้ UEFI แทน BIOS เมื่อต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุน UEFI ในพีซีของคุณ
 ให้ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมกับพีซีของคุณ

UEFI:-บูตได้เร็วกว่า-ด้วยไบออสแบบใหม่


ปัจจุบัน Mainboard ที่ผลิตออกมาและ Notebook รุ่นใหม่หลาย ๆ แบรนด์เริ่มมาใช้ UEFI BIOS 
กับระบบการทํางานของวินโดวส์ 8


ด้านบนนี้เป็นส่วนที่ได้จากไมโครซอฟ์ท 


  สรุปว่า UEFI  คือส่วนติดต่อเฟิร์มแวร์มาตรฐานใหม่สำหรับคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาใช้แทน
ไบออส (BIOS - Basic Input/Output System)แบบเดิมที่มีการใช้มานานหลายสิบปี 
เรื่องนี้เป็นการปรับปรุงคล้ายกับช่วงเปลี่ยนจาก IDE เป็น AHCI 


  ในส่วนของข้อดีหลักๆของ UEFI

- รองรับหรือขยายขีดจำกัด HDD แบบ GPT ที่ทำให้มองเห็นฮาร์ดดิสก์มากกว่า 2.2TB ซึ่งแบบ MBR 
(Master Boot Record) มองเห็นสูงสุดแค่ 2.2 TB
- บางรุ่นออกแบบมาเป็นกราฟฟิคที่สวยงาม สามารถใช้เมาส์ตั้งค่าต่างๆในไบออสได้เลย
- ป้องกันไวรัสประเภทที่ฝังตัวใน MBR (เพราะระบบ MBR ใช้มาหลายสิบปีแล้ว)
- เพิ่มความเร็วในการบูทโอเอสให้เร็วขึ้น

การตั้ง Boot HDD ของโน๊ตบุ๊ค แบบ UEFI กับ LEGACY MODE ต่างกันอย่างไร



อธิบายประเภทของ DISK มี 2 ประเภท
Master boot record (MBR) disks use the standard BIOS partition table. โดย Disk ประเภทนี้ก็คือ 
MBR เพราะ DISK BIOS จะสนับสนุนกับการลง BIOS รุ่นเก่าๆของเมนบอร์ดของเรานั้นเอง
 โดย DISK จะไม่เกิน 2 TB
GUID partition table (GPT) disks use unified extensible firmware interface (UEFI) 
โดย DISK ประเภทนี้เป็นแบบ GPT จะรองรับ firmware แบบ UEFI ซึ่งถ้าตั้งใน BIOS 
ในเมนบอร์ดของเราให้ใช้ Boot แบบ UEFI เราจะต้องทำการ covert disk ให้เป็นแบบ GPT ก่อน
ถึงจะทำการลง Windows ได้ ซึ่งประเภทของ GPT ส่วนมากจะทำใน DISK 
ที่มีขนาดมากกว่า 2 TBข้อดีของ DISK ประเภท GPT 
จะสามารถทำการแบ่ง Partition ได้มากกว่า 4 Partition ใน DISK ลูกนั้นๆ
แต่เราสามารถ Convert DISK MBR ไปเป็น DISK GPT ได้
อ้างอิง 

หมายเหตุ:เนื้อหาในเว็บไซต์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและเพื่อการศึกษาเท่านั้น

* หากมีข้อมูลข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย  รบกวนแจ้ง Admin เพื่อแก้ไขต่อไป
ขอบคุณครับ

#WindowsForensic #ComputerForensics #dfir #forensics #digitalforensics #computerforensic #investigation #cybercrime #fraud

Tuesday, January 26, 2016

Digital Forensics:การจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

Digital Forensics:การจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระบวนการยุติธรรมไทย



ETDA เชิญผู้เกี่ยวข้องในสายงานยุติธรรม เปิดวงเสวนาเรื่องพยานหลักฐานดิจิทัล ทุกฝ่ายยินดีที่จะมีคู่มือปฏิบัติงานด้านนี้ของไทย นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนางานด้านดิจิทัลฟอเรนสิกส์เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทย นักวิชาการย้ำ พยานหลักฐานดิจิทัลสำคัญและแยกออกจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้
เนื่องจากปัจจุบัน มีคดีความที่จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงไอซีที จึงได้เปิดเวที Open Forum ในหัวข้อ “มาตรฐานและแนวปฏิบัติพื้นฐาน: การจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระบวนยุติธรรมไทย (Fundamental standards and practices: Electronic data collection and analysis for judicial process)” เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งผู้ปฏิบัติ นักวิชาการ อัยการ ตำรวจ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลหรือดิจิทัลฟอเรสสิกส์ (Digital Forensics) ในกระบวนการยุติธรรม และการจัดทำมาตรฐานรองรับในการปฏิบัติงาน เมื่อบ่ายวันพุธที่ 20 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Open Forum ของ ETDA


วิทยากรที่ร่วมพูดคุยครั้งนี้ ได้แก่ พ.ต.ท.สุพจน์ นาคเงินทอง ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ปกรณ์ ธรรมโรจน์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายการสอบสวน 2 สำนักงานการสอบสวน พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บังคับการกองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผศ. สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ท. ดร. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ร.น. ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ กองทัพเรือ ธงชัย แสงศิริ รองผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงปลอดภัย ETDA โดยมี ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาอาวุโสบริษัท G-Able เป็นผู้ดำเนินรายการ
ผศ. สาวตรี จำแนกหลักฐานดิจิทัลกับหลักฐานทั่วไป ว่าแตกต่างตั้งแต่การเกิดขึ้น แหล่งที่มา โดยเฉพาะวิธีเก็บรักษาให้น่าเชื่อถือ ดังนั้นการเก็บรวบรวมหลักฐานดิจิทัลต้องระวังไม่ให้มีการปนเปื้อน เพราะสามารถถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงง่าย ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ แตกต่างจากความรู้เก่าที่คุ้นเคย
อัยการ ปกรณ์ อธิบายว่า หากเจ้าหน้าที่ขาดความรู้ในการจัดการกับหลักฐานดิจิทัล ก็จะหลีกเลี่ยงไปโฟกัสที่หลักฐานอื่นแทน ทำให้ไม่เกิดองค์ความรู้และประสบการณ์ใหม่ เช่น กรณีฉ้อโกงที่มีพยานหลักฐานจากการสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความยุ่งยากในการรวบรวมหลักฐานส่งตรวจพิสูจน์ และกำหนดประเด็นในการตรวจพิสูจน์ พนักงานสอบสวนจึงมุ่งหาหลักฐานทางการเงินแทน ซึ่งบางคดีก็ใช้ได้ แต่อาจไม่ครบถ้วน ซึ่งในหลายสถานการณ์ทำให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนยังขาดความรู้เพียงพอที่จะจัดการกับพยานหลักฐานดิจิทัล
พ.ต.อ.นิเวศน์ เสริมว่า ในอดีตวิธีปฏิบัติในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานได้พยายามเลียนแบบ SOP (Standard Operating Procedure - เอกสารคู่มือการปฏิบัติงาน) ของต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครทำตาม เพราะยุ่งยากเกินไป เลยต้องปรับขั้นตอนให้ง่ายที่สุด ลดรายละเอียดลงให้เหมาะสมกับบริบทของไทย เพียงพอให้ศาลเชื่อในกระบวนการทำงาน และเน้นการถ่ายภาพพยานหลักฐานเป็นหลัก ปัญหาที่พบ คือ การทำให้หลักฐานปนเปื้อนโดยไม่เจตนาจากการขาดความรู้ เช่น การนำเครื่องคอมพิวเตอร์พยานหลักฐานไปใช้ในงาน หลังจากที่ยึดมาแล้วเนื่องจากไม่มีความตระหนัก


น.ท. ดร. กิตติพงษ์ ยกตัวอย่าง คดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้ข้อมูลที่ปรากฏในเครื่องคอมพิวเตอร์ระบุผู้กระทำความผิดและส่งฟ้องต่อศาล แต่ภายหลังสามารถพิสูจน์ได้ว่าหลักฐานดิจิทัลที่ใช้ในคดีมีปัญหา มีประเด็นข้อสงสัยเรื่องการปนเปื้อนของข้อมูล โดยพบว่า ภายหลังจากที่ตรวจยึดมามีการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องสงสัย ทำให้เกิดความสงสัยในความน่าเชื่อถือของหลักฐานว่า ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ฟ้องมาจากผู้ต้องสงสัยจริงหรือไม่ ซึ่งหากทางเจ้าหน้าที่ที่พอจะมีความรู้ด้านนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดถ้ามี SOP ก็จะไม่เกิดประเด็นเช่นนั้น
ธงชัย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดทำ SOP ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำร่างมาตรฐานการปฏิบัติงานตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล ว่า ETDA ได้ร่วมมือกับคณะทำงาน ประกอบด้วย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงไอซีที สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สำนักงานอัยการสูงสุด และบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จัดทำข้อเสนอแนะการปฏิบัติงานตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล – Recommendation on Digital Forensic Operations ขึ้น เพื่อให้เกิดมาตรฐานที่หน่วยงานผู้เก็บและตรวจวิเคราะห์พยานหลักฐานดิจิทัลทุกหน่วยงานในไทยยอมรับและนำไปใช้ปฏิบัติงาน ซึ่งในเวอร์ชันแรกที่คาดว่าจะออกมาในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2559 นี้ กำหนดขอบเขตไว้ครอบคลุมถึงคอมพิวเตอร์ สื่อบันทึกข้อมูล และโทรศัพท์มือถือ แต่ในอนาคตจะเพิ่มเรื่องอื่นที่จำเป็นตามที่ผู้ร่วมเสวนาในวันนี้ได้กล่าวถึง
ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พ.ต.ท.สุพจน์ ยกตัวอย่างถึงการตรวจพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล เช่น การตรวจโทรศัพท์มือถือ หรือการตรวจเสียงว่ามีการตัดต่อหรือไม่ เพราะมีเคสเรื่องทุจริตในลักษณะดังกล่าว เช่น เสียงในที่ประชุมที่อัดไว้ถูกตัดต่อหรือไม่ ซึ่งมีปัญหามาก และได้ขอให้ทาง ETDA ช่วยกำหนดเรื่องมาตรฐาน และได้ขอให้ทาง NECTEC มาช่วยในกระบวนการตรวจพิสูจน์ ซึ่งการทำงานด้านนี้จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้น
ผศ. สาวตรี ทิ้งท้ายว่า นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อให้เขียนกฎหมายสารบัญญัติดีเลิศขนาดไหน ทั้งกฎหมายธุรกรรมฯ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมาย cybersecurity กฎหมายคอมพิวเตอร์ฯ ทำให้ทุกคนเชื่อมั่น แต่ปรากฏว่ากฎหมายวิธีสบัญญัติไม่มีมาตรฐาน สมมติว่ามีคดีความที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศเกิดขึ้น จำเป็นต้องมาขึ้นศาลไทย กลับกลายเป็นว่ากระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลยังไม่มีมาตรฐาน ย่อมเป็นตัวกั้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย ดังนั้น ต้องนำเรื่องนี้ไปผนวกกับเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย ซึ่งจะทำให้ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการ แม้แต่ประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญในเรื่องนี้


ทาง ICT Law Center Open Forum และศูนย์ดิจิทัลฟอเรนสิกส์ ETDA เจ้าภาพร่วมในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณผู้เข้าร่วมเสวนากว่า 100 ท่าน โดยหัวข้อการพูดคุยครั้งต่อไปเป็นเรื่อง “แนวทางการใช้โซเชียลมีเดียที่ดีเพื่อระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่ยั่งยืน” ติดตามรายละเอียดได้เร็ว ๆ นี้ 


Open Forum หัวข้อ มาตรฐานและแนวปฏิบัติพื้นฐาน: การจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระบวนการยุติธรรมไทย (Fundamental standards and practices: Electronic data collection and analysis for judicial process)

          พยานหลักฐาน เป็นสิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งคดี ซึ่งรวมถึงแสดงความบริสุทธิ์หรือความผิดของผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งคุณค่าของพยานหลักฐานอยู่ที่คุณสมบัติในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ดังนั้น กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องคำนึงถึงการรักษาคุณค่าของพยานหลักฐาน และการแสดงความน่าเชื่อถือในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพยานหลักฐานอย่างสมเหตุผล ในวันนี้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันจัดทำข้อแนะนำพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติงานในสถานที่เกิดเหตุ และในห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน และได้จับมือกันเป็นเครือข่ายของผู้ให้บริการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทย

กำหนดการ

13.30 - 14.00 น.        ลงทะเบียนงาน Open Forum และรับประทานอาหารว่าง

14.00 - 15.30 น.        ล้อมวงคุย หัวข้อ มาตรฐานและแนวปฏิบัติพื้นฐาน: การจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระบวนการยุติธรรมไทย (Fundamental standards and practices: Electronic data collection and analysis for judicial process) กับวิทยากรรับเชิญ

- เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปกับบทบาทของพยานหลักฐานดิจิทัล
ในกระบวนการยุติธรรม

- บทบาทของพยานหลักฐานดิจิทัลกับการพิสูจน์ความผิดหรือ
ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

- มาตรฐานการปฏิบัติงานตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลประเทศไทย

- การรวมตัวของเครือข่ายหน่วยงานที่ให้บริการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล

- เคสที่น่าสนใจ และแชร์ประสบการณ์

 

วิทยากร

  1. พันตำรวจโทสุพจน์  นาคเงินทอง       ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
  2. นายปกรณ์  ธรรมโรจน์                  อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายการสอบสวน 2 สำนักงานการสอบสวน
  3. พ.ต.อ.ดร.นิเวศน์ อาภาวศิน            รองผู้บังคับการ กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  
  4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาวตรี สุขศรี      อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  5. น.ท.ดร.กิตติพงษ์  ปิยะวรรณโณ ร.น.   ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ กองทัพเรือ
  6. นายธงชัย แสงศิริ                        รองผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงปลอดภัย สพธอ.

 

ผู้ดำเนินรายการ

ดร.ภูมิ  ภูมิรัตน                      Senior Consultant, G-Able Co.Ltd

 

การจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระบวนการยุติธรรมไทย Season 2 # 1



ที่มา: www.etda.or.th และ http://ictlawcenter.etda.or.th 
          https://www.etda.or.th/content/digital-forensics-for-judicial-process.html 



หมายเหตุ:เนื้อหาในเว็บไซต์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและเพื่อการศึกษาเท่านั้น

* หากมีข้อมูลข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย  รบกวนแจ้ง Admin เพื่อแก้ไขต่อไป
ขอบคุณครับ

#WindowsForensic #computerforensic #ComputerForensics #dfir #forensics #digitalforensics #investigation #cybercrime #fraud #數字取證 #цифровая криминалистика #デジタルフォレンジック #디지털 포렌식 # #พยานหลักฐานดิจิทัล الطب الشرعي الرقمي

Friday, January 22, 2016

Digital Forensics:พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ แยกไม่ออกจาก "เศรษฐกิจดิจิทัล"

Digital Forensics:พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ แยกไม่ออกจาก "เศรษฐกิจดิจิทัล"

นักวิชาการชี้ พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ แยกไม่ออกจาก “เศรษฐกิจดิจิทัล” ระบุ จะจัดทำมาตรฐานการเก็บและตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ต้องมาตรฐานเดียวทั้งฝ่ายรัฐและจำเลย หน่วยงานรัฐชี้ปัญหาการจัดการพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานขาดความรู้  การเข้ารหัสข้อมูลเป็นอุปสรรคหนึ่งของการเข้าถึงข้อมูล คลาวด์คือความท้าทายใหม่ที่มาพร้อมกับปัญหาขอบเขตอำนาจศาล 

(ซ้ายไปขวา) ภูมิ, พ.ต.ท.สุพจน์, ผศ.สาวตรี, น.ท. กิตติพงษ์, ธงชัย, พ.ต.อ.นิเวศน์, และปกรณ์


20 ม.ค. 59 – สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) จัดเสวนา “มาตรฐานและแนวปฏิบัติพื้นฐาน: การจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อกระบวนการยุติธรรมไทย” ณ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พระรามเก้า วิทยากรในการเสวนาได้แก่ พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บังคับการกองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.ท.สุพจน์ นาคเงินทอง ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์, ปกรณ์ ธรรมโรจน์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายการสอบสวน 2 สำนักงานการสอบสวน, ผศ. สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ท. กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ กองทัพเรือ, ธงชัย แสงศิริ รองผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงปลอดภัย สพธอ. โดยมีภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาอาวุโสบริษัท G-Able เป็นผู้ดำเนินรายการ

ทำไมต้องแยกพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ออกจากพยานหลักฐานทั่วไป

สาวตรีระบุว่า พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ทวีบทบาทสำคัญมากในยุคปัจจุบัน ที่ไม่ว่าจะอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์หรืออาชญากรรมทั่วไป ต่างก็มีพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าผู้กระทำผิดหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามว่าตนได้สร้างพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดขึ้น

พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มีความแตกต่างจากพยานหลักฐานทั่วไปคือ มีความเปราะบางสูง เปลี่ยนแปลงได้ง่าย การทำให้พยานหลักฐานหลักฐานดังกล่าวน่าเชื่อถือและสามารถนำมาใช้ได้ภายในชั้นศาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ทั้งนี้ องค์ความรู้เรื่องการจัดการกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ต่างจากความรู้เรื่องการจัดการพยานหลักฐานแบบเดิมซึ่งเรามีอยู่แล้ว และปัจจุบันกฎหมายบางฉบับของไทยก็ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงพยานหลักฐานเหล่านี้ ทว่าปัญหาคือ ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานชัดเจนว่า พอเข้าถึงแล้วจะมีการดูแลรักษาความบริสุทธิ์ของพยานหลักฐานอย่างไร

น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ กองทัพเรือกล่าวเสริม โดยระบุถึงลักษณะเฉพาะตัวของพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ว่า ในการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้กระทำผิดสามารถกระทำการที่ใดก็ได้ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการสืบว่าผู้กระทำผิดกระทำผิด ณ ที่ใด นอกจากนี้ การหาความเชื่อมโยงระหว่างผู้กระทำความผิดกับอุปกรณ์ที่ใช้กระทำความผิดยังทำได้ยาก

ปัญหาการรับมือกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์: ประสบการณ์หน่วยงานรัฐ

ปกรณ์ ธรรมโรจน์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษ กล่าวถึงความท้าทายในการจัดการกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ว่า พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มีลักษณะเหมือนจิ๊กซอว์ คือกระจายหลายที่ โดยเฉพาะบางครั้งพยานหลักฐานบางส่วนอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการเข้าถึงพยานหลักฐานเหล่านั้น

ปกรณ์ยังระบุด้วยว่า การเข้ารหัสข้อมูล (encryption) ยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ของเจ้าหน้าที่ยุ่งยากขึ้น

นอกจากนี้ แม้ว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แต่ก็ประสบกับปัญหาการขาดผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลที่มีเข้ากับตัวผู้กระทำผิด

ปกรณ์ยกตัวอย่างการขาดความรู้ความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ในการจัดการกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ว่า ตนเคยพบว่าในบางคดีที่มีเรื่องอีเมลมาเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เจ้าหน้าที่สอบปากคำผู้ต้องหาอย่างเดียวโดยไม่พิมพ์อีเมลออกมา หรือมาคดีพิมพ์อีเมลออกมาประกอบทว่าไม่พิมพ์ header ของอีเมลออกมาด้วย หรือในบางคดี เจ้าหน้าที่ให้ผู้เสียหายเก็บพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มาเอง ซึ่งปัญหาก็คือผู้เสียหายแต่ละคนก็มีองค์ความรู้ไม่เท่ากัน พยานหลักฐานที่ได้มาจึงมีความหลากหลายและมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน ทำให้ในฐานะอัยการ บางครั้งก็ไม่มั่นใจในความบริสุทธิ์ของพยานหลักฐานเหล่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บังคับการกองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ปัญหาหลักคือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้มีความตั้งใจจะทำให้พยานหลักฐานปนเปื้อน ที่ผ่านมาเคยมีการแปลคู่มือปฏิบัติงานจากต่างประเทศให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่พบว่าหลายครั้งเจ้าหน้าที่ไม่ทำตามคู่มือดังกล่าวเพราะเจ้าหน้าที่เห็นว่าวิธีปฏิบัติยุ่งยากเกินไป พ.ต.อ.นิเวศน์เห็นว่า การทำแนวทางในการปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดมากเกินไปนัก จะช่วยให้เจ้าหน้าที่จัดการกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ได้ดีขึ้น

พ.ต.อ.นิเวศน์ยังระบุถึงสาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งด้วยว่า เรื่องการขาดแคลนบุคลากรและค่าตอบแทนบุคคลากรที่ไม่ดึงดูดเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่ง นอกไปจากปัญหาเรื่องการขาดแคลนงบประมาณ

เขากล่าวว่า ทุกวันนี้เจ้าพนักงานประสบปัญหาเรื่องการจัดซื้อ ตามทฤษฎีแล้วการตรวจพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีการทำสำเนาข้อมูลทั้งหมด แต่ทุกวันนี้ไม่สามารถทำสำเนาได้หมด เนื่องจากพื้นที่เก็บข้อมูลไม่เพียงพอ บางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกจำเลยว่า หากไม่มีฮาร์ดดิสก์มาให้ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำสำเนาข้อมูลให้ เพราะไม่มีงบสำหรับซื้อฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น

ธงชัย แสงศิริ รองผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงปลอดภัย สพธอ.ระบุปัญหาที่ประสบจากการเป็นผู้ดูแลห้องตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ของสพธอ.ว่า ที่ผ่านมาพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มาให้ตรวจขาดความรู้ในเรื่องนี้ และมักไม่ทราบชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการให้ห้องตรวจตรวจพิสูจน์คืออะไร

อีกหนึ่งปัญหาที่พบคือ เจ้าหน้าที่เทคนิคที่ทำงานในห้องตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์เองเขียนรายงานผลการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ไม่เป็น บางครั้งเนื้อหาในรายงานตอบไม่ตรงคำถามของผู้ที่นำพยานหลักฐานมาให้ตรวจ

พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์: ต่างประเทศเขาไปถึงไหนกันแล้ว

สาวตรีกล่าวว่า มาตรฐานในการจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในคอมพิวเตอร์ (computer forensics) เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีศาสตร์ของการจัดการกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ (mobile forensics) และบนระบบเครือข่าย (network forensics) อีก ซึ่งต่อไปประเทศไทยควรต้องมีการจัดทำมาตรฐานเหล่านี้ด้วย

สาวตรียกตัวอย่างว่า ในต่างประเทศได้มีการพัฒนามาตรฐานการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ไปไกลมาก จนมีการใช้คำว่า การตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลและมัลติมีเดีย (digital and multimedia forensics) โดยดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในรูปไฟล์เสียง หรือวิดีโอ หรือไม่

ในต่างประเทศยังมีการจัดทำแนวปฏิบัติในการตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เช่น หากเกิดเหตุการณ์ที่หลักฐานมีการปนเปื้อนขึ้น เจ้าหน้าที่ควรจะถามคำถามอะไร

นอกจากนี้ ในต่างประเทศยังมีแนวปฏิบัติในการเขียนคำร้องขอหมายค้นและหมายยึดจากศาลด้วย เนื่องจากในต่างประเทศประสบปัญหามาแล้วว่า เมื่อได้หมายค้นจากศาล เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุได้ว่าต้องการค้นหาอะไรในคอมพิวเตอร์ผู้ต้องสงสัย เนื่องจากลักษณะเฉพาะของคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ยากจะระบุเจาะจงไปได้ว่าต้องการค้นอะไร สาวตรีแนะนำว่า ฉะนั้นแล้ว ต่อไปประเทศไทยควรมีการพัฒนามาตรฐานในการขอหมายค้นและหมายยึด รวมทั้งควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คลาวด์: ความท้าทายใหม่ของการจัดการพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์

จากปัจจุบันที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเริ่มใช้บริการเก็บข้อมูลไว้บนคลาวด์ (cloud) มากขึ้น ซึ่งข้อมูลที่อยู่บนคลาวด์ส่วนใหญ่จะถูกนำไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ สิ่งนี้จะส่งผลต่อประเด็นขอบเขตอำนาจศาล (jurisdiction) อย่างไร

ปกรณ์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัญหาเรื่องขอบเขตอำนาจศาลเป็นปัญหาอย่างยิ่ง โดยเป็นอุปสรรคหนึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าถึงพยานหลักฐานและผู้กระทำผิด เนื่องจากกฎหมายของไทยบังคับใช้ได้เพียงในประเทศไทยเท่านั้น ไม่สามารถบังคับใช้กับประเทศอื่น

เขาระบุว่า ปัจจุบันช่องทางเดียวที่เป็นทางการในการประสานความร่วมมือกับต่างประเทศคือ พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ตอบโจทย์การทำงานจริงอีกต่อไป เพราะล่าช้า กระบวนการยังเป็นแบบงานเอกสาร บางครั้งกระบวนการการทำงานกินเวลานานถึง 3 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งไม่ทันกับความรวดเร็วในการทำลายพยานหลักฐาน

ปกรณ์กล่าวว่า อีกช่องทางหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ไทยใช้ในการประสานงานกับต่างประเทศคือผ่านองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Police Organization – INTERPOL) แต่นี่ยังไม่ใช่ช่องทางที่เป็นทางการหรือถูกกฎหมาย เขาแนะนำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาช่องทางการประสานงานในเรื่องพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ให้ทันสมัยให้ได้

ส่วน น.ท.กิตติพงษ์ระบุว่า อยากให้มองพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ว่ามีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่
1.ผู้ให้บริการเนื้อหา (เช่น กูเกิล เฟซบุ๊ก) ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะผู้ให้บริการเหล่านี้อยู่ในต่างประเทศ
2.ผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (เช่น ทีโอที, เอไอเอส, ทรู) ซึ่งมีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นผู้เชื่อมต่อระหว่างผู้กระทำความผิดกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย
3.อุปกรณ์ของผู้กระทำความผิดเอง (เช่น คอมพิวเตอร์ที่ใช้กระทำความผิด)

น.ท.กิตติพงษ์กล่าวว่า ข้อเสนอแนะที่มีการจัดทำกันอยู่นี้เน้นไปที่การจัดการกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิด (เช่น คอมพิวเตอร์ของผู้กระทำผิด) แต่หากในอนาคตมีมาตรฐานการจัดการพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับระบบเครือข่าย ก็จะช่วยในการสืบสวน เพราะบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการเนื้อหาที่อยู่ต่างประเทศ แต่สามารถเก็บบันทึกข้อมูลจราจร (log) มาจากผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ได้

น.ท.กิตติพงษ์ยังเสริมด้วยว่า คลาวด์ไม่ได้เพิ่มอุปสรรคในการเข้าถึงพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์เสมอไป เพราะคลาวด์มีข้อดีคือ ข้อมูลต่างๆ แทบจะไม่ถูกลบออกไปเลย เช่น แม้ว่าเราลบโพสต์อะไรบางอย่างบนเว็บออกไป และข้อมูลดังกล่าวไม่อยู่ถูกเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์แล้ว แต่กูเกิลก็อาจจะยังเก็บข้อมูลนั้นอยู่ในแคช (cache) ก็ได้

พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ แยกไม่ออกจาก “เศรษฐกิจดิจิทัล”

ท้ายนี้ สาวตรีกล่าวว่า เราไม่ควรแยกการพูดคุยเรื่องพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ออกจากการโต้เถียงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล เพราะพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัลย่างแยกไม่ออก “เพราะต่อให้เราเขียนไว้เลิศหรูยังไง ว่าเราต้องมีกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล… แต่ถ้าการเก็บข้อมูลพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์เรายังไม่มีมาตรฐาน ถ้าต่างประเทศจะต้องมาพึ่งกระบวนการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีมาตรฐาน เหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และผู้ประกอบการต่างชาติ”

สาวตรีระบุด้วยว่า การเสวนาในวันนี้เป็นการพูดคุยกันเรื่องมาตรฐานการจัดการกับพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ต่อไปนี้เราควรมีกระบวนการและเครื่องมือให้จำเลยและทนายจำเลยเข้าถึงพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นหลักฐานปฐมภูมิอย่างเท่าเทียมกันด้วย กระบวนการยุติธรรมถึงจะยุติธรรมจริง ฉะนั้น มาตรฐานที่กำลังจัดทำอยู่นี้จึงต้องเป็นมาตรฐานที่ฝ่ายจำเลยใช้ได้ด้วย ไม่ใช่ทำเป็น 2 มาตรฐาน สำหรับรัฐมาตรฐานหนึ่ง และจำเลยใช้อีกมาตรฐานหนึ่ง

อนึ่ง ขณะนี้ สพธอ.กำลังอยู่ระหว่างจัดทำโครงร่างข้อเสนอแนะในเรื่องการจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ โดยร่วมกับหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที), กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์

คาดว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวจะออกมาได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 นี้ และจะเปิดให้หน่วยงานรัฐต่างๆ นำไปใช้และส่งความคิดเห็นกลับมาเพื่อนำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ สพธอ.ยังมีแผนยกระดับข้อเสนอแนะดังกล่าวให้กลายเป็นมาตรฐานต่อไป (ที่มา:พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ แยกไม่ออกจาก “เศรษฐกิจดิจิทัล”  ,thainetizen ,2016.01.20 19:16)

การจัดเก็บและตรวจวิเคราะห์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระบวนการยุติธรรมไทย Season 2 

Saturday, December 19, 2015

Digital Forensics: หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัล

Digital Forensics:หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัล

 

โปรแกรมบรรยายสาธารณะว่าด้วย "หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัล" 

Digital Forensics & Electronic Evidence

Digital Forensics & Electronic Evidence

หลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัล (Public lectures on digital forensics and electronic evidences) ว่าด้วยการสืบค้นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการตรวจพิสูจน์ ซึ่งกระบวนการจะดำเนินไปตามที่กฎหมายกำหนด ในการตรวจพิสูจน์จะมุ่งให้ได้มาซึ่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากกระบวนทำงานของคอมพิวเตอร์และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากการกระทำของบุคคล ทั้งนี้ การได้มาซึ่งข้อมูลจะนำไปสู่การสืบค้นความจริงหรือค้นหาผู้กระทำความผิดต่อไปได้ การสร้างความชัดเจนตั้งแต่กระบวนการเก็บรักษา การตรวจพิสูจน์ การนำมาวิเคราะห์ เครื่องมือและแนวทางปฏิบัติที่นำมาใช้ในการตรวจพิสูจน์ การเชื่อมโยงกับข้อกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญา การนำเสนอเพื่อต่อสู้ทางคดี จะทำให้แนวทางการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัลได้รับการยอมรับ ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ได้

ในการนี้ “โปรแกรมบรรยายสาธารณะว่าด้วยหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล” จึงถูกจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ ตลอดจนมุ่งหวังว่าความรู้ด้งกล่าวจะสามารถนำไปใช้สนับสนุนการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมให้กับพยานได้นั่นเอง

 

การบรรยายครั้งที่ 1 : หลักการและกฎหมายพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์


digital forensics and electronic evidences

โดย ผศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วันที่ 11 ตุลาคม 2558 ที่ห้อง 412 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

..................................................................................................................

การบรรยายครั้งที่ 2 หัวข้อ "กระบวนการแสวงหาและพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลเชิงเทคนิค"

Digital Forensics & Electronic Evidence

โดย กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ

วันที่ 18 ตุลาคม 2558 ห้อง 202 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

................................................................................................................

 

การบรรยายครั้งที่ 3 หัวข้อ "พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในรัฐ

Digital Forensics & Electronic Evidence

โดย
พ.ต.ท.หญิง จีรบูรณ์ บำเพ็ญนรกิจ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)

พ.ต.ท.สันติพัฒน์ พรหมะจุล กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

วันที่ 25 ตุลาคม 2558 ห้อง 202 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

.................................................................................................................

 

การบรรยายครั้งที่ 4 หัวข้อ "ทนายกับการต่อสู้คดีในกระบวนการพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์"

บรรยายโดย
1) ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
2) ธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
3) ธิติพงษ์ ศรีแสน ทนายด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
ที่ห้อง 202 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน 2558 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

.................................................................................................................

 

การบรรยายครั้งที่ 5 หัวข้อ "กรณีศึกษาคดีพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย"

กรณีศึกษาคดีพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย

โดย
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์
อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต

 


วันที่ 15 พ.ย.2558 ที่ห้อง 202 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

...............................................................................................................

 

การบรรยายครั้งที่ 6 หัวข้อ "กรณีศึกษาคดีพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศ"

กรณีศึกษาคดีพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศ


บรรยายโดย

สฤณี อาชวานันทกุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต
อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต
สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

วันที่ 13 ธันวาคม 2558 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

...............................................................................................................

 

ที่มา:

Thai Netizen มูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง (เครือข่ายพลเมืองเน็ต)

หมายเหตุ:เนื้อหาในเว็บไซต์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและเพื่อการศึกษาเท่านั้น

* หากมีข้อมูลข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย  รบกวนแจ้ง Admin เพื่อแก้ไขต่อไป
ขอบคุณครับ

#WindowsForensic #ComputerForensics #dfir #forensics #digitalforensics #computerforensic #investigation #cybercrime #fraud #ElectronicEvidenceคือ

Volatility Lab

Volatility Lab  Image Wanna.vmem P.73 windows.info #python3  vol.py   -f '/home/kali/Desktop/Wanna/Wanna-MEM.vmem' windows.info     ...